หน้าหลัก » เกร็ดความรู้เรื่องบ้าน

การเลือกใช้วัสดุสำคัญทำให้บ้านแข็งแรง

โดย kamon May 14, 2017 8:27 am

บ้านที่แข็งแรงทนทาน  ได้แก่บ้านโครงสร้าง คสล.  โครงสร้างเหล็ก  บ้านอิฐประสาน(บ้านไม้ดั้งเดิมเป็นกึ่งถาวรนะครับ เสื่อมได้เร็ว)

บ้านที่ไม่ถือว่าเป็นบ้านทนทาน ในการขอสินเชื่อก็ไม่สามารถอนุมัติวงเงินได้ ได้แก่บ้านบ้านประกอบจากไม้เทียม  สังกะสี  บ้านดิน  บ้านฟาก  บ้านไม้ไผ่  บ้านจากวัสดุเสื่อมสภาพเช่นผ้าใบ และอื่นๆ

วัสดุทนทานที่ท่านควรเลือกใช้ในการก่อสร้างโดยวิธีสมัยใหม่  ทั้งโครงสร้างหล่อในที่และสำเร็จรูป

ท่านเลือกใช้วัสดุ  10 รายการต่อไปนี้ถือว่าเป็นบ้านแข็งแรงทนทาน  มีอายุการใช้งานที่ยาวเป็นการทำให้บ้านมีมูลค่าเพิ่มตามกลไกตลาดอสังหา  

1 เสาเข็ม  2 ปูนซีเมนต์และเหล็กโครงสร้าง  3.พื้น  4.ผนัง 5.สี  6.ประตูหน้าต่าง 7.ฝ้าเพดาน  8.วัสดุมุงหลังคา  9.ระบบไฟฟ้า  10.ระบบสุขาภิบาล






อ่านรายละเอียด แต่ละเรื่องด้านล่างนี้

1 เสาเข็ม

เสาเข็ม คือ ส่วนที่รับน้ำหนักอยู่ใต้สุดของตัวบ้าน แบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ
เข็มตอก กับ เข็มเจาะ

เข็มตอก วิธีการตอกก็คือ ตอกลงไปด้วยกำลังคน หรือปั้นจั่น ก็ได้จนสุดความยาวของเข็ม
1. เสาเข็มตอกทั่วไป จะมีหน้าตาต่าง ๆ กันมีทั่งแบบสี่เหลี่ยม หกเหลี่ยม และเป็นรูปตัวไอ ซึ่งทุกอย่างมีหน้าตัดตันทั้งต้น เวลาตอกก็ตอกลงไปง่าย ๆ อย่างที่เราเห็นกันโดยทั่วไป
2. เสาเข็มกลมกลวง เป็นเสาเข็มที่สามารถรับแรงได้มากกว่าเสาเข็มแบบแรก เพราะสามารถทำให้โตกว่าได้ ผลิตโดยการปั่นหมุนคอนกรีตให้เสาเข็มออกมากลมและกลวง เวลาตอกส่วนใหญ่จะขุดเป็นหลุมก่อนแล้วกดเสาเข็มลงไป พอถึงระดับทีต้องการจึงจะเริ่มตอก ทำให้มีส่วนของเสาเข็มไปแทนที่ดินน้อยลง (ดินถูกขุดออกมาบางส่วนแล้ว) อาคารข้างเคียงเดือดร้อนน้อยลงจากการเคลื่อนตัวของดิน (แต่ความดังฝุ่นละออง และความสะเทือนยังคงอยู่)

เข็มเจาะ คือ การเจาะดินลงไปก่อน แล้วหย่อนแม่แบบ เหล็กลงไปใส่เหล็กเสริมแล้ว จึงเทคอนกรีตตามลงไปในหลุม
1. เสาเข็มเจาะแบบแห้ง เป็นระบบเสาเข็มเจาะขนาดเล็ก ส่วนใหญ่จะลึกไม่เกิน 20 เมตร (แล้วแต่ระดับชั้นทราย) รับน้ำหนักได้ไม่เกิน 120 ตันต่อต้น วิธีการก็คือเจาะดินลงไป (แบบแห้งๆ)แล้วก็หย่อนเหล็กเทคอนกรีตลงไปในหลุม ราคาจะแพงกว่าระบบเข็มตอก แต่เกิดมลภาวะน้อยกว่ามาก ทั้งเรื่องการเคลื่อนตัวของดิน ความสั่นสะเทือน ฝุ่นละออง จึงเป็นที่นิยมใช้ในที่ที่มีคนอยู่หนาแน่น
2. เสาเข็มเจาะแบบเปียก ทำเหมือนเสาเข็มเจาะแห้ง แต่เวลาขุดดินจะขุดลึก ๆ แล้วใส่ สารเคมี ลงไปเคลือบผิวหลุมดินที่เจาะให้ทำหน้าที่เป็นตัวยึดประสานดิน และกันดินไม่ให้ พังทลายลงเวลาเจาะลึก ๆ (ซึ่งสามารถเจาะได้ลึกกว่า 70 เมตร ) รับน้ำหนักได้มาก และเกิด มลภาวะน้อย แต่ราคาแพง

เข็มเจาะจะมีราคาสูงกว่าเข็มตอก แต่จะทำให้บ้านข้าง เคียงไม่เดือดร้อน เพราะไม่เกิดแรงสั่น สะเทือน เหมือนเข็มตอก เหมาะสำหรับบ้านที่ปลูกติดกัน

2 ปูนซีเมนต์
ปูนซีเมนต์แบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ

ปูนชนิดที่หนึ่ง เป็นปูนที่มี กำลังอัดสูงและ ความแข็งแรง มีประสิทธิภาพในการยึดเกาะดี
ใช้สำหรับทำโครงสร้างที่ต้องการรับน้ำหนัก คือ ปูน Portland Cement เช่น
ตราช้าง ตราพญานาค ตราดอกจิก จะมีราคาแพงกว่า

ปูนชนิดที่สอง จะมี กำลังอัดและความแข็งแรงน้อยกว่า เหมาะ สำหรับงานที่ต้องการ ความปราณีตเรียบร้อย เช่น งานฉาบปูน หรืองานก่อ ซึ่งการรับน้ำหนัก และการยึดเกาะจะสู้แบบแรก ไม่ได้ คือ ปูนSilica Cement เช่น ปูนตรางูเห่า ตราเสือ ตรานกอินทรีย จะ มีราคาถูกกว่า
การใช้งานต้องใช้ให้ถูกประเภทของงาน มิฉะนั้นจะ ทำให้เกิดปัญหาในการรับน้ำหนัก หรือการแตกร้าวได้ ซึ่งจะ มีอันตรายมาก

3.พื้น

พื้นโครงสร้างไม้
มีข้อดี คือ น้ำหนักเบา ติดตั้งได้สะดวก รวดเร็ว เป็น งานแห้ง ไม่เลอะเทอะ
แต่มีข้อเสีย คือ รับน้ำหนักไม่ได้มาก มีเสียงดัง กัน น้ำไม่ได้ และในปัจจุบันไม้ที่ดีหายาก และราคาค่อนข้างแพง
พื้นโครงสร้างคอนกรีต
มีข้อดี คือ มีความแข็งแรง สามารถรับน้ำหนักได้ดี กันน้ำได้ เหมาะสำหรับทำห้องน้ำ หรือชั้นดาดฟ้า วัสดุที่ใช้ ปูผิวมีให้เลือกมาก เช่น ปาร์เก้ กระเบื้องเคลือบ หินอ่อน แกรนิต
ข้อเสีย คือ เป็นงานเปียก เลอะเทอะง่าย ค่อนข้าง ยุ่งยากในการก่อสร้าง ต้องใช้ช่างที่มีประสบการณ์ ใช้เวลา นานจึงจะใช้งานได้ ต้องมีระยะเวลาบ่มคอนกรีต มีน้ำหนักมาก

พื้นสำเร็จรูป
พื้นสำเร็จรูป คือ แผ่นพื้นคอนกรีตที่หล่อมาจากโรง งานแล้วมาวางตามสถานที่ก่อสร้างได้เลย หลังจากนั้นก็วาง เหล็กเสริมด้านบน โดยมีเหล็กยื่นเข้าไปในคานด้วย แล้วจึง เทปูนทับหน้าอีกทีหนึ่งหนาประมาณ 5 ซม.
มีผลดี คือ สามารถก่อสร้างได้สะดวก รวดเร็ว แต่ ห้ามใช้ในพื้นที่ที่โดนน้ำเช่น ห้องน้ำ ระเบียงชั้นดาดฟ้า ควร ใช้พื้นที่หล่อกับที่
ข้อควรระวัง การออกแบบโครงสร้างที่รับพื้นสำเร็จ รูปกับพื้นหล่อกับที่ต่างกัน ห้ามเปลี่ยนแปลงเอง นอกจาก จะแจ้งให้วิศวกรแก้ไขปรับปรุงโครงสร้างให้ก่อน

พื้นถนนคอนกรีต
ข้อดี มีความแข็งแรง ทนทาน รับน้ำหนักได้มาก ดูแลรักษาง่าย ไม่ค่อยแตกร้าว
ข้อเสีย ดูแข็งกระด้าง สีไม่สวยงาม การก่อสร้าง ค่อนข้างยุ่งยาก เป็นงานเปียก ถ้าแตกร้าว ซ่อมแซมได้ยาก
พื้นถนนอิฐบล็อค
ข้อดี มีสีสันลวดลายให้เลือกมากมาย การติดตั้งง่าย และสะดวก ถ้าเกิดการแตกหัก หรือการทรุดตัว สามารถแก้ ไขได้ง่าย
ข้อเสีย เกิดการทรุดตัวได้ง่าย รับน้ำหนักได้น้อยกว่า อาจเกิดการแตกหักได้ง่าย การดูแลรักษายากกว่า เพราะมีร่อง และรอยต่อมาก

พื้นไม้จริง เป็นของธรรมดาพื้นบ้านมานมนาน แต่ปัจจุบันกลายเป็นความใฝ่ฝันที่หลายคนอย่างมี แต่ก่อนจะวางพื้นไม้บนตงและคานทำหน้าที่คอนกรีตอีกที ซึ่งต้องระมัดระวังกรรมวิธีในการปูให้ถูกต้อง ต้องมีการวางระแนงไม้ฝังในคอนกรีตและสูงกว่าผิวคอนกรีต ประมาณ 2 ซม. เพื่อความยืดหยุ่นและไม่โก่งงอจากการอัดเข้าลิ้นภายหลัง ราคาพื้นไม้นี้จะแพง แต่ให้ความรู้สึกดีมาก
พื้นปาร์เก้ คือชิ้นไม้เล็ก ๆ ที่ปูบนพื้นคอนกรีตมีทั้งแบบเข้าลิ้นรอบและไม่เข้าลิ้น ราคาจะถูกกว่าพื้นไม้ธรรมดา
ข้อดี คือ ให้ความสวยงาม อบอุ่น ดูเป็นธรรมชาติ ราคาไม่แพงมาก ขึ้นอยู่กับชนิดและขนาดของไม้ที่ใช้ มีอายุ การใช้งานได้นาน
ข้อเสีย คือ เกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย ติดไฟ ไม่สามารถ ทนความชื้นได้นาน มีปัญหาเรื่องปลวก
สิ่งที่ค้องระวังในการปูก็คือคอนกรีตจะต้องแห้งสนิทพร้อมทำกันซึมไว้ด้วย กาวจะต้องดี ปูปาเก้แล้วต้องทิ้งไว้นาน ๆ เพื่อให้กาวแห้งก่อนขัดพื้นและต้องไม่อัดแผ่นปาเก้แน่นเกินไป ไม่เช่นนั้นอาจโก่งได้
พื้นกระเบื้องเคลือบ
ข้อดี คือ มีความแข็งแรง มีแบบและสีสันให้เลือก มากมาย ราคาไม่แพง ดูแลรักษาง่าย
ข้อเสีย คือ มีรอยต่อของแผ่นมาก ดูแข็งกระด้าง ไม่นิ่มนวล จะลื่นเมื่อโดนน้ำ และถ้าโดนของแข็งหล่นทับ อาจแตกร้าวได้
ราคาจะมีตั้งแต่ตารางเมตรละ 200 บาทจนถึง 5,000 บาท แล้วแต่ชนิดของกระเบื้องใช้ปูบนพื้นคอนกรีตที่ไม่จำเป็นต้องแห้งสนิทแต่ต้องกันซึมไว้เรียบร้อย การปูประเบื้องเล่นลายเป็นสิ่งที่ต้องระวังมาก เพราะกระเบื้องแต่ละแผ่นแต่ละยี่ห้องจะมีขนาดความหนาไม่เท่ากัน ทำให้น่าเกลียดกว่าที่ออกแบบไว้มากทีเดียวปัญหาของการปูกระเบื้องก็คือ กระเบื้องมักขาดตลาด (ในลายที่ต้องการ) และหากเสียหายแตกหักภายหลังจะหาอะไหล่มาทดแทนไม่ได้ควรเก็บสต็อคกระเบื้องที่ใช้ไว้บ้าง
พื้นหินขัด อัตราส่วนผสมของหินขัด ซีเมนต์ขาว 1 ถุง (40 กก.) หิน 2 ถุง ใช้งานได้ 4 ตารางเมตร ความหนาของหินขัดทำในที่ มีความหนาประมาณ 0.70 - 1.50 ซม. ขึ้นอยู่กับขนาดของเม็ดหิน หินที่ใช้ ตั้งแต่เบอร์ 1 (เล็กสุด) ถึง เบอร์ 5 (ใหญ่สุด 10 มม.)
ข้อดี ดูแลรักษาง่าย ราคาไม่แพง มีลูกเล่น สามารถ ออกแบบให้มีลวดลาย และสีสันได้มาก ไม่มีรอยต่อ
ข้อเสีย ดูแข็งกระด้าง จะลื่นเมื่อเวลาโดนน้ำ การทำ ค่อนข้างยุ่งยาก เป็นงานเปียก ทำให้เลอะเทอะ เวลาแตกร้าว ซ่อมแซมยาก
เมื่อพื้นเทปูนทรายปรับระดับแล้ว วางแนวเส้น พีวีซี กั้นรอยต่อแล้ว ต้องรอให้พื้นแห้งสนิท ไม่มีความชื้นเลย ประมาณ 7 วัน ให้ผิวปูนรองพื้นแห้งสนิท ซีด ขาว นั้นแหละจึงจะเริ่มลงมือลุยกันได้ แต่ถ้าหากเป็นพื้นชั้นล่างที่วางบนดินแล้วไม่มีพลาสติกกันชื้นแล้วล่ะก็ มันจะชื้นตลอดเวลา ถ้าทำไปมีหวังผิวหินขัดจะมีอาการ ชื้น หรืออาจจะร่อนในที่สุด อันตราย
พื้นกระเบื้องยาง เป็นสิ่งสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ มีทั้งเป็นแผ่นเล็ก ๆ และเป็นผืนใหญ่ ทนทานทีเดียวเมื่อเทียบกับราคา บำรุงรักษาไม่ยากนักแต่ให้ความรู้สึกที่เป็นสำนักงานมากไปหน่อย ปรับเปลี่ยนง่าย
ข้อดี ราคาถูก ติดตั้งง่าย มีสีสันและขนาดให้เลือก มากผิวดูนุ่มนวลไม่แข็งกระด้าง ซ่อมแซมง่าย
ข้อเสีย มีรอยต่อมาก อายุการใช้งานไม่นาน ดูไม่ ภูมิฐาน ผิวอ่อน จะมีรอยขูดขีดได้ง่าย ถ้าพื้นคอนกรีตไม่ เรียบ เวลาปูเสร็จแล้วจะดูเป็นคลื่นไม่สวยงาม
หินอ่อน เป็นของที่นิยมใช้กันมากขึ้น เพราะราคาเริ่มใกล้เคียงกับวัสดุปูพื้นอย่างอื่น
ข้อดี ดูสวยงามภูมิฐาน มีสีสันให้เลือกมากมาย ดู แลเป็นธรรมชาติ กันน้ำได้ดี ไม่ผุกร่อน มีรอยต่อน้อย
ข้อเสีย ใช้ได้เฉพาะภายในบ้าน และควรอยู่ในส่วน ที่ไม่โดนรอยขีดข่วน มีผิวอ่อน บางชนิดมีราคาแพง
สิ่งที่ต้องระวังก็คือการเตรียมพื้นผิวจะต้องเผื่อระดับปูนทราบไว้ให้หนา (ประมาณ 2-3 ซม.) ไม่เช่นนั้นพื้นหินอ่อนจะปรับระดับไม่ได้ และต้องคิดไว้เสมอว่าหินอ่อนเป็นของธรรมชาติซึ่งคุณจะเลือกลายดังใจนึกไม่ได้ และอย่าปูหินอ่อนตากแดด ไม่เช่นนั้นจะเป็นฝ้าเป็นฟางหมด
หินแกรนิต
ข้อดี มีความแข็งแกร่ง ทนต่อรอยขีดข่วนได้ดี ใช้ ได้ทั้งภายนอก และภายใน ดูแลรักษาง่าย มีความหรูหรา น่าภูมิฐาน
ข้อเสีย มีราคาค่อนข้างแพง ทำเป็นลวดลายค่อนข้าง ยาก เพราะมีความแข็ง มีสีสันให้เลือกน้อย
พื้นพรม เป็นวัสดุที่สวย นุ่มนวล ไม่แพงนักหรูหรา ติดตั้งง่าย แต่บำรุงรักษายาก และมีอายุการใช้งานสั้น หากต้องการเปลี่ยนบรรยากาศบ่อย ๆ หรือเร่งงานก่อสร้าง พรมเป็นวัสดุที่น่าใช้ทีเดียว

4.ผนัง

ผนังอิฐมอญ หรือเรียกว่า อิฐแดง จะมีขนาดเล็ก การก่อจะ เสียเวลามาก
มีน้ำหนักมาก ราคาจะแพง แต่มีความแข็งแรง ทนทาน
ผนังอิฐบล็อค จะมีความเปราะแตกง่าย มีน้ำหนักเบา ถ้าก่อ เป็นผนังของอาคารหลายชั้น จะทำให้ประหยัดโครงสร้างได้ มาก ราคาจะถูกกว่า
ผนังยิบซั่มบอร์ด
ผนังยิบซั่มมีคุณสมบัติในเรื่องของการติดตั้งได้สะดวก มีความแข็งแรงทนทาน มีความสามารถในการป้องกันไฟ ป้อง กันเสียง อีกทั้งยังป้องกันความร้อนได้ นอกจากนั้นเป็นวัสดุที่ มีน้ำหนักเบา คือ ประมาณ 30 กิโลกรัม/ตารางเมตร สามารถ ต่อเติมผนังได้ทุกส่วนของบ้านโดยไม่ทรุดตัว และที่สำคัญใน เรื่องของความเรียบได้ระนาบของผนัง ไม่ก่อให้เกิดความเลอะ เทอะ เพราะเป็นระบบแห้งและไม่มีปัญหาผิวผนังแตกร้าวเหมือน กับผนังก่ออิฐฉาบปูน สามารถตกแต่งทาสี ติดวอลล์เปเปอร์ได้ สวยงาม เหมาะสำหรับใช้ในอาคารถ

5.สี

- สีน้ำพลาสติค
สีน้ำพลาสติคผลิตจากวัตถุดิบจำพวก "โพลีไวนิล อะซิเตท" สีน้ำพลาสติคที่ดีจะต้องผสมสารที่ป้องกันเชื้อรา หรือผงสีชนิดที่ทนทานต่อแสงแดดและการเช็ดล้าง สีชนิดนี้ ใช้ได้ดีกับผนังปูนฉาบคอนกรีต หรือกระเบื้องแผ่นเรียบ ใช้ ได้ทั้งภายนอกและภายในอาคาร มีสีต่างๆ ให้เลือกมากมาย และราคาค่อนข้างประหยัด

- สีอะครีลิดกึ่งเงา
สีที่ใช้ทาภายนอกอาคารโดยทั่วไปจะใช้สีน้ำพลาสติค ชนิดอะครีลิค 100 % เพราะเป็นสีที่ทนต่อทุกสภาพอากาศ แต่สีชนิดนี้จะมีผิวที่ด้าน ซึ่งเป็นสาเหตุของการจับยึดของฝุ่น ละอองและคราบสกปรกในอากาศ ถ้าหากต้องการหลีกเลี่ยง ความสกปรกดังกล่าวใช้สีอะครีลิคชนิดกึ่งเงาแทน เพราะสีชนิด นี้เนื้อสีจะลื่น ทำให้พื้นผิวเป็นฟิล์มเรียบลดการจัดยึดของฝุ่น ละอองและคราบสกปรกต่างๆ แต่เนื่องจากผิวเงาอาจเป็น สาเหตุของการเกิดลอนคลื่นบนผนังฉาบปูน เมื่อโดนแสงส่อง ฉะนั้นผิวปูนฉาบจะต้องเรียบสนิท สำหรับผนังภายในที่ต้องการ ความสะดวกในการทำความสะอาด เช่น ห้องครัว การใช้สีชนิด นี้ในการทาผนังและฝ้าเพดาน ก็จะช่วยลดปัญหาในการทำความ สะอาดได้
- สีนูน
สีนูนจะประกอบจากอะครีลิคเรซินของซิลิกาและควอตซ์ ซึ่งทำให้พื้นผิวมีลวดลายและสวยงาม ทั้งยังช่วยในการยึดเกาะ กับพื้นผิวได้ดี สำหรับผิวผนังที่มีรอยร้าวหรือฉาบปูนไม่เรียบ ก็ สามารถกลบเกลื่อนได้
กรรมวิธี จะใช้การพ่นหรือลูกกลิ้งก็ได้ โดยทำบนผิว คอนกรีต แผ่นยิบซั่ม หรือกระเบื้องแผ่นเรียบก็ได้ และใช้ได้ทั้ง ภายนอกและภายใน
- สีอีพ็อกซี่
สีอีพ็อกซี่เป็นสีสำหรับกันสนิมทนต่อกรดและด่างได้เป็นอย่างดี
สามารถกันน้ำซึมได้ทาได้หนาๆ โดยสีไม่ย้อย ทาง่าย แห้งเร็ว
เหมาะสำหรับใช้ทาโลหะและคอนกรีต เช่น ทาเรือ ท่อน้ำประปา
และกระเบื้องหลังคา

- สีทาไม้
สำหรับไม้ที่ต้องการทาสี สีที่ใช้ควรเป็นสีน้ำมัน หรือ สีที่ใช้ทาไม้โดยเฉพาะ ถ้าเป็นสีอะครีลิค 100 % จะช่วยใน การยึดเกาะที่ดี และยืดหยุ่นไม่แตกร้าวเวลาไม้เกิดการยืดหดตัว
สำหรับไม้ที่ต้องการโชว์ลายไม้ ส่วนใหญ่จะใช้แลคเกอร์ หรือเชอร์แลค แต่ทุกวันนี้เรามีสารที่เรียกว่า "โพลียูรีเทน" ซึ่ง ช่วยในการป้องกันเนื้อไม้ได้ดีกว่า ทั้งยังให้ความเงางามอีกด้วย
สำหรับโครงไม้ต่างๆ ที่อยู่ด้านในไม่ต้องทาแลคเกอร์ หรือสีน้ำมัน แต่ต้องทาน้ำยากันปลวก

6.ประตู หน้าต่าง

ประตูไม้อัด
ข้อดี คือ ราคาถูก น้ำหนักเบา มีขนาดมาตรฐาน มากมาย ควรใช้เฉพาะภายในบ้าน
ข้อเสีย คือ ไม่ค่อยแข็งแรง ไม่สามารถใช้ในส่วนที่ โดนน้ำได้ โดยเฉพาะในห้องน้ำ หรือส่วนที่เปิดออกไปภาย นอก ซึ่งจะโดนฝนตลอด
ประตูไม้จริง
ข้อดีคือ มีความทนทาน แข็งแรง สวยงาม โดย เฉพาะไม้สัก และไม้มะค่า สามารถใช้กับประตูที่เปิดออก สู่ภายนอกซึ่งโดนฝนได้
ข้อเสีย คือ ราคาค่อนข้างแพง มีน้ำหนักมากกว่า มีขนาดให้เลือกไม่มากนัก ถ้าต้องการแบบเฉพาะอาจต้อง สั่งทำ

ประเภทของประตูไม้อัด
ประตูไม้อัดที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ชนิดแรก คือ ประตูไม้อัดธรรมดา ใช้กับประตูห้องทั่วไป ชนิดที่สอง คือ ประตูไม้อัดทนความชื้น ซึ่งจะใช้กับส่วนที่โดนน้ำเป็นบางครั้ง เช่น ห้องน้ำส่วนที่แห้ง ประตูที่เปิดออกสู่ภายนอกบ้านที่โดนฝนไม่มาก แต่ถ้าโดนน้ำ ทุกๆ วัน ก็จะผุได้
- ประตูไม้สังเคราะห์
ปัจจุบันไม้เป็นวัสดุก่อสร้างที่หายาก ราคาแพง จึง ได้มีการผลิตประตูไม้สังเคราะห์ขึ้นมา โดยนำเอาเศษไม้ที่ เหลือใช้มาบดย่อยให้เป็นเส้นใยไม้ แล้วนำมาผสมกับเรซิน อัดประสานกันเป็นแผ่นภายใต้แรงดันสูง ทำให้โครงสร้าง ของเนื้อไม้แน่นและแข็งแรงกว่าไม้จริง เนื้อไม้มีคุณสมบัติ ทนทาน ไม่ดูดซึมน้ำ ไม่หลุดล่อน ไม่หดตัว หรือบิดงอ ใช้ได้กับวงกบไม้ทั่วไป มีความสะดวกในการติดตั้ง เจาะ ลูกบิด กลอนประตู มือจับ โช๊คอัพ ได้เหมือนกับประตู ทั่วไป ทั้งยังผ่านการเคลือบสีรองพื้นชนิดพิเศษ ทำให้ง่าย ต่อการย้อมสีตามต้องการ
- ประตูเหล็ก ประตูที่ใช้กันทั่วไปโดยมากจะเป็นบานประตูไม้ ซึ่ง จะมีปัญหา การยืดหดตัว ผุกร่อน ไม่ทนทานเท่าที่ควร ทาง เลือกใหม่ก็คือ การเปลี่ยนมาใช้บานประตูเหล็ก ซึ่งผลิตจาก เหล็กคุณภาพดี ผ่านการอบพ่นสีหลายชั้น ทั้งสีรองพื้นและสี เคลือบผิว จึงมีความสวยงามงามทนทาน โครงประตูภายใน มีทั้งชนิดโครงไม้และโครงเหล็กชุบสังกะสี ทำให้ประตูมีน้ำ หนักเบาเวลาเปิด-ปิด สามารถทำได้สะดวก
สำหรับอุปกรณ์บานพับ กลอน ลูกบิด มือจับ ได้ กำหนดตำแหน่งต่างๆ เหล่านี้ไว้แล้ว จึงไม่มีปัญหาในการติด ตั้งอุปกรณ์ทั่วไปตามท้องตลาด เหมาะสำหรับประตูที่ต้องเปิด -ปิดบ่อยๆ และมีการกระทบกระแทกอยู่ตลอดเวลา
- ประตูห้องน้ำ
สำหรับห้องน้ำที่ใหญ่ ประตูไม่โดนน้ำ ก็ใช้ประตู ไม้ อัดชนิดทนชื้นก็พอแล้ว
ส่วนห้องน้ำที่เล็ก เวลาอาบน้ำ น้ำจะโดนประตู ก็ควร ใช้ประตูและวงกบที่เป็น PVC. ซึ่งราคาสูงกว่าประตูไม้อัดทน ชื้น แต่คุ้มค่ากว่า ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ
สำหรับห้องน้ำที่ติดกับห้องแอร์ ควรใช้แบบมีเกล็ด เพื่อสามารถติดพัดลมดูดอากาศได้ ซึ่งจะทำให้ลมเย็นผ่านเข้า มาในห้องน้ำได้อีกด้วย
วงกบ PVC.
วงกบ PVC. ผลิตจากเนื้อ PVC. ที่มีความแข็งแรง ทนทาน ไม่บิดงอ เป็นฉนวนกันความร้อนได้ดี ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ โครงสร้างภายในจะมีเหล็กเสริม ติดตั้งได้ทั้งผนังไม้ ปูน และโลหะ การเข้ามุมต่างๆ จะใช้ความร้อน สามารถทำให้ประสานกันได้สนิท สวยงาม มีขนาดมาตรฐาน และขนาดตามสั่ง

7.ฝ้าเพดาน

- ชนิดของฝ้าเพดาน
วัสดุที่ใช้ทำฝ้าเพดานสำหรับบ้านโดยทั่วไป แบ่งออก เป็น 4 ชนิด
1. ไม้ เป็นฝ้าซึ่งมีราคาค่อนข้างแพง ติดไฟง่าย มี ปัญหาเรื่องปลวก ถ้าคุณภาพไม่ดีอาจบิดงอได้ ใช้ได้ทั้งภาย นอกและภายใน ทำให้เกิดบรรยากาศที่อบอุ่น
2.กระเบื้องแผ่นเรียบ เป็นวัสดุที่ทนต่อน้ำและความ ชื้น ราคาค่อนข้างถูก แต่ถ้าเกิดการบิดงอจะแตกง่าย เมื่อมา ตีชนกัน จะมีร่องซึ่งดูไม่สวยงาม
3. แผ่นยิปซั่ม น้ำหนักเบา ทนไฟ สามารถติดตั้ง ได้เรียบร้อย ไม่มีรอยต่อ หรือจะวางบนฝ้าแขวนแบบที-บาร์ ก็ได้ ไม่สามารถทนน้ำได้ ควรใช้ในส่วนที่ไม่โดนน้ำ
4. อลูมิเนียม มีน้ำหนักเบา ดูเรียบร้อย สีสันสวย งาม ทนน้ำและความชื้นได้ สามารถติดตั้งได้ง่าย แต่ราคา ค่อนข้างแพง ไม่สามารถกันความร้อนได้

8.วัสดุมุงหลังคา
บ้านที่มุงหลังคาด้วยกระเบื้อง จะให้ความรู้สึกอบ อุ่น มีหลายชนิด เช่น กระเบื้องโมเนีย มีสีให้เลือกมาก แต่ ก็มีน้ำหนักมาก ต้องมุงให้มีความลาดชันมาก กระเบื้องลอนคู่ และลูกฟูก น้ำหนักเบา แต่มุงให้มี ความลาดน้อยกว่าได้
METAL SHEET คือ แผ่นเหล็กที่รีดลอนแล้ว เคลือบสี จะมีรอยต่อน้อย สามารถรีดเป็นแผ่นยาวตลอดได้ จึงลดปัญหาการรั่วซึม และมีน้ำหนักเบา ทำให้ลดขนาดใน ส่วนของโครงสร้างได้
โครงสร้างหลังคาไม้
ข้อดี สามารถติดตั้งได้สะดวก ช่างธรรมดาสามารถติด ตั้งได้ เหมาะสำหรับบ้านไม้ เพราะการยึดติดกับเสาและคาน สามารถทำได้สะดวก
ข้อเสีย มีราคาค่อนข้างแพง และหาไม้ที่มีคุณภาพดีได้ ยาก มีการบิดงอง่าย ไม่เที่ยงตรง และมีปัญหาเกี่ยวกับปลวก

โครงสร้างหลังคาเหล็ก
ข้อดี มีความเที่ยงตรงในการทำงาน เหมาะสำหรับบ้าน ที่ก่อสร้างด้วยปูน มีราคาถูกกว่าไม้ ทั้งยังมีรูปแบบให้เลือกมาก มาย
ข้อเสีย ช่างต้องมีประสบการณ์ในการเชื่อมต่อโครงหลัง คาเหล็ก และถ้ามีการป้องกันผิวไม่ดี เวลาเกิดการรั่วซึมของหลัง คา จะมีปัญหาเรื่องการเกิดสนิมได้
- การกันความร้อนใต้หลังคา
จะใช้แผ่นอลูมิเนียมฟรอยด์ มีลักษณะบางๆ สะท้อนแสง และความร้อนได้ โดยปูไว้ใต้หลังคากระเบื้อง บนโครงสร้างที่เรา เรียกว่า "แป" โดยแผ่นฟรอยด์จะทำหน้าที่สะท้อนความร้อนที่แผ่ ลงมาจากกระเบื้อง ไม่ให้ผ่านมายังตัวห้อง ซึ่งจะทำให้ห้องเย็นและ สามารถแอร์ประหยัดได้ด้วย
- ชนิดของวัสดุกันซึมบนหลังคา
วัสดุกันซึมบนหลังคาแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ แบบ แผ่นและแบบทา
แบบแผ่น จะต้องปูแผ่นกันซึมบนพื้นที่ที่จะป้องกัน แล้วเทปูนทรายทับ หรืออาจจะไม่ต้อง แล้วแต่ชนิดของผู้ ผลิตแต่จะมีประสิทธิภาพสูง และราคาแพงกว่า
แบบทา จะสะดวก คือ ทาไปบนผิวส่วนนั้นเลย ราคา จะถูกกว่า แต่ประสิทธิภาพจะสู้แบบแรกไม่ได้

9.งานระบบไฟฟ้า


1. สายไฟฟ้า

การเลือกใช้สายไฟฟ้า

1.1 ใช้เฉพาะสายไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มีเครื่องหมาย มอก.11) เท่านั้น

1.2 สายไฟฟ้าชนิดที่ใช้เดินภายในอาคารห้ามนำไปใช้เดินนอกอาคาร เพราะแสงแดดจะทำให้ฉนวนแตกกรอบชำรุด สายไฟชนิดที่ใช้เดินนอกอาคารมักจะมีการเติมสารป้องกันแสงแดดไว้ในเปลือกหรือ ฉนวนของสาย สารป้องกันแสงแดดส่วนใหญ่ที่ใช้กันมากนั้นจะเป็นสีดำ แต่อาจจะเป็นสีอื่นก็ได้ การเดินร้อยในท่อก็มีส่วนช่วยป้องกันฉนวนของสายจากแสงแดดได้ในระดับหนึ่ง

1.3 เลือกใช้ชนิดของสายไฟให้เหมาะสมกับสภาพการติดตั้งใช้งาน เช่น สายไฟชนิดอ่อนห้ามนำไปใช้เดินยึดติดกับผนังหรือลากผ่านบริเวณที่มีการกดทับ สาย เช่น ลอดผ่านบานพับประตูหน้าต่าง หรือตู้ เนื่องจากฉนวนของสายไม่สามารถรับแรงกดกระแทกจากอุปกรณ์จับยึดสายหรือบานพับ ได้ การเดินสายใต้ดินก็ต้องใช้ชนิดที่เป็นสายใต้ดิน (เช่น สายชนิด NYY) พร้อมทั้งมีการเดินร้อยในท่อเพื่อป้องกันสายใต้ดินไม่ให้เสียหาย เป็นต้น

1.4 ขนาดของสายไฟฟ้า ต้องใช้สายตัวนำทองแดงและเลือกให้เหมาะสมกับขนาดแรงดันไฟฟ้า(1 เฟส หรือ 3 เฟส) ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ใช้งาน และสอดคล้องกับขนาดของฟิวส์หรือสวิตช์อัตโนมัติ (เบรกเกอร์) ที่ใช้ สำหรับขนาดสายเมนและสายต่อหลักดินนั้นก็ต้องสอดคล้องกับขนาดของเมนสวิตช์และ ขนาดของเครื่องวัดฯ ด้วย ตามตารางต่อไปนี้

1.5 ขนาดของสายต่อหลักดิน ต้องมีขนาดไม่เล็กกว่าที่กำหนด

2. มิเตอร์ไฟฟ้า เป็นเครื่องวัดพลังงานไฟฟ้าที่เราใช้ในเดือนหนึ่ง ๆ โดยมีมอเตอร์ที่มาตรไฟฟ้าคอยหมุนตัวเลขบอกค่าพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ไปเป็นกี่ กิโลวัตต์/ชั่วโมง หรือยูนิต หรือหน่วย

3.  เมนสวิตช์ เป็นอุปกรณ์ตัวหลักที่ใช้ตัดต่อวงจรไฟฟ้าของสายเมนเข้าอาคารกับสายภายในทั้ง หมด จึงเป็นอุปกรณ์สับ-เปลี่ยนวงจรไฟฟ้าตัวแรกถัดจากมิเตอร์วัดหน่วยไฟฟ้าเข้ามา ในบ้าน เมนสวิตช์อาจเป็นอุปกรณ์ตัดไฟหลักตัวเดียว หรือจะอยู่รวมกับอุปกรณ์อื่นๆในตู้แผงสวิตช์

4. สวิตช์ตัดไฟอัตโนมัติ (เซอร์กิตเบรคเกอร์) เป็นอุปกรณ์ที่สามารถใช้ตัดหรือต่อวงจรไฟฟ้าได้ในขณะใช้งานปกติ และยังสามารถตัดกระแสไฟฟ้าเกินหรือกระแสไฟฟ้าลัดวงจรโดยอัตโนมัติได้ด้วย ทั้งนี้การเลือกใช้เบรกเกอร์จะต้องเลือกขนาดพิกัดในการตัดกระแสลัดวงจร (IC) ของเบรกเกอร์ให้สูงกว่าขนาดกระแสลัดวงจรที่เกิดขึ้นในวงจรนั้นๆ

5. ฟิวส์ (Fuse) เป็นอุปกรณ์ป้องกันกระแสไฟฟ้าเกินชนิดหนึ่งทำหน้าที่ตัดไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ เมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลเกินค่าที่กำหนด ซึ่งเมื่อฟิวส์ทำงานแล้วจะต้องเปลี่ยนฟิวส์ใหม่ ฟิวส์ที่ใช้เปลี่ยนต้องมีขนาดกระแสไม่เกินขนาดฟิวส์เดิม และต้องมีขนาดพิกัดการตัดกระแสลัดวงจร (IC) สูงกว่าขนาดกระแสลัดวงจรสูงสุดที่ไหลผ่านฟิวส์

6. เครื่องตัดไฟรั่วหรือเครื่องตัดวงจร เมื่อมีกระแสไฟฟ้ารั่วลงดินเป็นสวิตช์อัตโนมัติที่สามารถปลดวงจรเมื่อมี กระแสไฟฟ้ารั่วได้อย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้เครื่องตัดไฟรั่วมัก จะเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อใช้ป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าดูด โดยเฉพาะจะใช้ได้ดีเมื่อใช้กับระบบไฟฟ้าที่มีสายดินอยู่แล้วและจะช่วย ป้องกันอัคคีภัยจากไฟฟ้ารั่วได้อีกด้วย เครื่องตัดไฟรั่วนี้จะต้องมีปุ่มสำหรับกดเพื่อทดสอบการทำงานอยู่เสมอ

7. หลักดิน (Ground Rod หรือ Grounding Electrode หรือ Earth Electrode) เป็นแท่งหรือแผ่นโลหะที่ฝังอยู่ในดิน เพื่อทำหน้าที่แพร่หรือกระจายประจุไฟฟ้าหรือกระแสไฟฟ้าให้ไหลลงสู่ดินได้โดย สะดวก วัตถุที่จะนำมาใช้เป็นหลักดิน เช่น แท่งทองแดงขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 มิลลิเมตร (5/8 นิ้ว) ความยาวมาตรฐานต้องยาวไม่น้อยกว่า 2.40 เมตร เป็นต้น

9.  หลอดไฟฟ้า  (Lamp)  ทำหน้าที่ให้แสงสว่างสำหรับสถานที่ปฏิบัติงาน หรือที่อยู่อาศัย การติดตั้งระบบส่องสว่างควรคำนึงถึงปัจจัยต่าง ๆ  ในการจัดแสง และสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งนั้นก็คือการเลือกประเภทและชนิดของหลอดไฟฟ้า  โดยปกติทั่วหลอดไฟฟ้าไปแบ่งออกได้เป็น 3  ประเภทคือ

9.1  หลอดไฟฟ้าชนิดมีไส้  (Filament  Lamp)  เป็นหลอดไฟฟ้าที่นิยมใช้ในรุ่นแรก ๆ หรือบางที่ก็เรียกว่าหลอดธรรมดา  องค์ประกอบของหลอดประกอบด้วย  หลอดแก้ว, ไส้หลอด, (ส่วนไส้หลอดทำจากทังสเตน) เส้นลวดที่ต่อเข้ากับขั้วหลอด,  ลวดยึดไส้หลอด,และก้านหลอดยึดไส้,  ปัจจุบันนิยมใช้ไม่มากนักเพราะให้กำลังส่องสว่างน้อยกว่าหลอดประเภทอื่น

ในกรณีกำลังวัตต์เท่ากัน  มีจำหน่วยในท้องตลาดมีหลายขนาด  เช่น  40วัตต์  60วัตต์  80วัตต์  100วัตต์ ฯลฯ  อายุการใช้งานประมาณ 1000 ชั่วโมง  หลอดประเภทนี้มีอยู่ 2 ลักษณะ คือชนิด แบบเขี้ยว และชนิดแบบเกลียว

9.2   หลอดไฟฟ้าชนิดเรืองแสง (Fluorescent Lamp) หรือเรียกว่า หลอดฟลูออเรสเซนต์หลอดไฟฟ้าประเภทนี้มีประสิทธิภาพสูงกว่าหลอดไฟฟ้าธรรมดา ถึง 4 เท่า ให้แสงสว่างที่เย็นตามากกว่า รวมทั้งอุณหภูมิความร้อนที่เกิดขึ้นจากหลอดน้อยกว่า  ส่วนประกอบที่สำคัญของหลอดประกอบด้วย

1)  ตัวหลอด

2)  ขั้วหลอด

3)  ไส้หลอด

4)  สารบรรจุภายในหลอด  เช่น อาร์กอน  และไอปรอท

หลอดไฟฟ้าชนิดฟลูออเรสเซนต์ที่จำหน่วยในท้องตลาด มีหลายลักษณะเช่น  หลอดฟลูออเรสเซนต์ ธรรมดา  หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบวงกลม (32 วัตต์)  แบบยาวตรง (18,36 วัตต์)  และหลอดฟลูออเรสเซนต์ แบบคอมแพค (Compact)   หรือหลอดตะเกียบ

9.3  หลอดไฟฟ้าชนิดอาศัยการอาร์ค  หรือหลอดไฟชนิดคายประจุ  หลอดประเภทนี้ใช้กระแสไฟฟ้ามากในการทำงานไม่นิยมใช้ในบ้านเรือนทั่วไป  ส่วนใหญ่จะใช้เฉพาะจุดหรือพื้นที่ต้องการแสงสว่างมาก ๆ  หลอดไฟฟ้าชนิดนี้มีหลายแบบ เช่น หลอดไอปรอท หลอดฮาโลเจน หลอดโซเดียม หรือหลอดแสงจันทร์

แสงสีของหลอด  สีมีอิทธิพลต่อความรู้สึกและอารมณ์ของมนุษย์  แสงที่ส่องกระทบวัตถุสามารถทำให้สีของวัตถุเปลี่ยนได้  ถ้าเลือกสีได้ถูกต้องจะทำให้มองสีของวัตถุไม่ผิดเพี้ยน  และยังช่วยเพิ่มบรรยากาศในการทำงานได้ด้วย  หลอดฟลูออเรสเซนต์จึงมีแสงสีต่าง ๆ  หลายสีเพื่อให้เลือกใช้ตรงกับต้องการของงาน

แสงที่เรียกว่า เดย์ไลท์(DAY  LIGHT) เป็นแสงที่มีสีใกล้เคียงกับสีของแสงแดด  ทำให้การมองเห็นวัตถุที่ส่องด้วยแสงเดย์ไลท์เหมือนกับที่มองตอนกลางวัน  ในบางประเทศที่ไม่ค่อยมีแสงแดดจะนิยมใช้หลอดชนิดนี้เพื่อให้ความรู้สึกว่ามี แสงแดด

หลอดวอร์มไวท์   (WARM  WHITE)  สี ของแสงจะออกไปทางแดงปนเหลืองให้ความรู้สึกอบอุ่น  ในประเทศหนาวนิยมใช้สีนี้ในบางสถานที่  เช่น  ห้องนั่งเล่น  เพื่อให้ความรู้สึกอบอุ่น  ช่วยให้ลดความรู้สึกหนาวได้บ้าง  วัตถุที่ส่องด้วยแสงสีนี้จะมีสีเพี้ยนไปบ้าง

หลอดคูลไวท์   (COOL  WHITE)  สีของแสงอยู่ระหว่างหลอดเดย์ไลท์กับหลอดวอร์มไวท์  ให้สีที่ค่อนข้างเป็นธรรมชาติ  นิยมใช้งานทั่วไป  เหมาะที่จะใช้ในสถานที่ทำงานต่าง ๆ  และในห้างสรรพสินค้า

หลอดแบล๊คไลท์   (BLACK  LIGHT)  เป็น หลอดที่มีหลอดเป็นแก้วสีดำ  ให้แสงที่ตามองไม่เห็น  แต่เมื่อไปกระทบกับวัตถุสีขาวจะสะท้อนแสงนวลสวยงามนิยมใช้ตามร้านอาหาร  ภัตตาคาร  และสถานที่ที่มีการแสดงในเวลากลางคืนหลอดชนิดนี้จะแผ่รังสีไวโอเลตในปริมาณ สูงซึ่งเป็นอันตรายต่อสายตาและผิวหนัง  จึงไม่ควรใช้เป็นเวลานาน ๆ

10.  สตาร์ทเตอร์   ทำหน้าที่คล้ายเป็นสวิทช์ อัตโนมัติ  เพื่อเปิดและปิดวงจรของหลอด ฟลูออเรสเซนต์  เมื่อเริ่มต้นทำงานสตาร์ทเตอร์ทำหน้าที่เปิดวงจรเพื่ออุ่นไส้หลอดให้พร้อม ที่จะทำงาน  เมื่อไส้หลอดทำงานเรียบร้อยแล้วสตาร์ทเตอร์ก็ปิดวงจร

11.  บัลลาส   ทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟฟ้าให้เหมาะ สมกับหลอดซึ่งแรงดันไฟฟ้าในตอนเริ่มต้นจะสูงมาก  เพื่อจุดไส้หลอดให้ปลดปล่อยอิเลคตรอนออกมา  หลังจากหลอดทำงานแล้ว    บัลลาสจะเปลี่ยนหน้าที่โดยจะเป็นตัวจำกัดปริมาณของกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าหลอด

12. เต้ารับ (Socket-outlet หรือ Receptacle) หรือปลั๊กตัวเมียคือขั้วรับสำหรับหัวเสียบจากเครื่องใช้ไฟฟ้า ปกติเต้ารับจะติดตั้งอยู่กับที่ เช่น ติดอยู่กับผนังอาคาร เป็นต้น

13.  เต้าเสียบ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลเข้าสู่อุปกรณ์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยนำปลายของสายไฟฟ้าของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต่ออยู่กับเต้าเสียบ

ไปเสียบกับเต้ารับ ที่ต่ออยู่ในวงจรไฟฟ้าใดๆ ก็ได้ภายในบ้าน

14. สวิตช์เปิด-ปิดธรรมดา (Toggle Switch) สวิตช์เปิด-ปิดในที่นี้ หมายถึงสวิตช์สำหรับเปิด-ปิดหลอดไฟหรือโคมไฟสำหรับแสงสว่างหรือเครื่องใช้ ไฟฟ้าชนิดอื่น ๆ ที่มีการติดตั้งสวิตช์เอง

10.ระบบประปา สุขาภาบาล

น้ำที่ผ่านการใช้ในการอุปโภคและ บริโภคแล้วนั้น จะแปรสภาพกลายเป็น น้ำเสีย เนื่องจากมีการปนเปื้อน สิ่งสกปรกต่าง ๆ โดยทั่วไป น้ำเสียจะแบ่งได้เป็น 2ประเภทคือ

1) น้ำทิ้ง (Waste Water)
คือ น้ำเสียจากการชำระล้างอาบน้ำ โดยจะระบายสู่สาธารณะโดยแรงโน้มถ่วง โดยท่อควรมีความลาดเอียงอย่างน้อย 1:100 รวมทั้ง ต้องมีท่ออากาศ เพื่อให้อากาศในท่อ มีทางระบาย เพื่อการไหลที่ดี และมีจุดเปิด (Clean Out) เพื่อทำความสะอาดในกรณี เกิดการ อุดตัน บริเวณจุดหักจุดเลี้ยวของท่อส่วนน้ำทิ้ง จากครัวนั้น ควรมีบ่อดักขยะ และไขมัน (Grease Trap) ก่อนระบายสู่ทางสาธารณะ เพื่อป้องกันการอุดตัน
2) น้ำโสโครก (Soil Water)
คือ น้ำเสียจากสุขภัณฑ์ต่าง ๆ เช่นโถปัสสาวะส้วม ส่วนมากท่อจะแยกออกจากน้ำทิ้ง เพื่อลดปัญหาเรื่องกลิ่น โดยน้ำโสโครก จะต้องมีการบำบัดก่อนระบายสู่สาธารณะ ตามมาตรฐาน หรือกฏกระทรวงฉบับที่ 44 (พ.ศ.2538)

ระบบบำบัดน้ำเสีย (WastewaterTreatment System)

ระบบน้ำเสียมีหน้าที่หลักคือ บำบัดน้ำเสียโดยระบบที่นิยมใช้คือ Activated Sludge เป็นการใช้จุลชีพทำหน้าที่ ย่อยสลายของเสียในน้ำ โดยน้ำเสียที่บำบัด เรียบร้อยแล้วนั้น จะสามารถนำกลับมาใช้ได้อีก เช่น การรดน้ำต้นไม้ เป็นต้น

เป็นระบบบำบัดน้ำเสีย ที่นิยมใช้กันโดยทั่วไป และนิยมใช้มานานแล้ว วิธีการก่อสร้างมีดังนี้ คือ ใช้ถังคอนกรีตสำเร็จรูป ทรงกระบอก มาต่อ ๆ กัน ฝังในดิน จำนวน 2 บ่อบ่อที่ 1 รับน้ำมาจากแหล่งน้ำเสียต่าง ๆแล้วจะมีการบำบัด โดยธรรมชาติ น้ำส่วนที่ล้นออกมาจากถังที่ 1 จะเข้าไปในถังที่ 2 คือ บ่อซึม แล้วจะมีการกระจายน้ำออกไปตามดินโดยรอบ ข้อเสียของการใช้บ่อเกรอะบ่อซึมคือ จะต้องตั้งอยู่ห่างจาก แหล่งน้ำที่ใช้ในการอุปโภคบริโภคทั่วไป เพราะความสกปรก จะกระจาย มาตามดินได้ และในกรณีที่มีน้ำใต้ดินสูง ก็ไม่อาจใช้บ่อเกรอะและบ่อซึม ได้เพราะน้ำในบ่อซึม จะไม่สามารถซึมออกไปในดินได้ และเมื่อถึงเวลาเต็ม จะต้องมีการดูดสิ่งปฏิกูลจากบ่อเกรอะออกไปทิ้งด้วยมิฉะนั้นจะใช้งานไม่ได้

ระบบบ่อเกรอะ (Septic Tank) บ่อเกรอะมีลักษณะเป็นบ่อปิด ซึ่งน้ำซึมไม่ได้และไม่มีการเติมอากาศ ดังนั้นสภาวะในบ่อจึงเป็นแบบไร้อากาศ (Anaerobic) โดยทั่วไปมักใช้สำหรับการบำบัดน้ำเสียจากส้วม แต่จะใช้บำบัดน้ำเสียจากครัวหรือน้ำเสียอื่นๆ ด้วยก็ได้

ถ้าหากสิ่งที่ไหลเข้ามาในบ่อเกรอะมีแต่อุจจาระหรือสารอินทรีย์ที่ย่อยง่าย หลังการย่อยแล้ว ก็จะกลายเป็น ก๊าซกับน้ำและ กากตะกอน (Septage) ในปริมาณที่น้อยจึงทำให้บ่อไม่เต็มได้ง่าย (อัตราการเกิดกากตะกอนประมาณ 1 ลิตร/คน/วัน) แต่อาจต้องมีการสูบกากตะกอนในบ่อเกรอะ (Septage) ออกเป็นครั้งคราว (ประมาณปีละหนึ่งครั้ง สำหรับ บ่อเกรอะ มาตรฐาน) แต่ถ้าหากมีการทิ้งสิ่งที่ย่อย หรือ สลายยาก เช่น พลาสติก ผ้าอนามัย กระดาษชำระ สิ่งเหล่านี้ จะยังคงค้างอยู่ในบ่อและทำให้บ่อเต็มก่อนเวลาอันสมควร เพื่อให้บ่อเกรอะสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

บ่อดักไขมันใช้สำหรับบำบัดน้ำเสียจากครัวของบ้านพักอาศัย ห้องอาหารหรือภัตตาคาร เนื่องจาก น้ำเสียดังกล่าว จะมีน้ำมัน และไขมัน ปนอยู่มาก หากไม่กำจัดออกจะทำให้ท่อระบายน้ำอุดตัน โดยลักษณะน้ำเสีย จากครัวของ บ้านพักอาศัย กรณีที่ไม่ผ่านตะแกรง จะมีน้ำมัน และไขมันประมาณ 2,700 มิลลิกรัม/ลิตร หากผ่านตะแกรง จะมีน้ำมันและไขมันประมาณ 500 มิลลิกรัม/ลิตร สำหรับลักษณะน้ำเสีย จากครัวของภัตตาคาร จะมีน้ำมัน และไขมันประมาณ 1,500 มิลลิกรัม/ลิตร ดังนั้น บ่อดักไขมัน ที่ใช้จะต้องมีขนาดใหญ่เพียงพอ ที่จะกักน้ำเสีย ไว้ระยะหนึ่ง เพื่อให้ไขมันและน้ำมัน มีโอกาสลอยตัวขึ้นมาสะสมกันอยู่บนผิวน้ำ เมื่อปริมาณไขมัน และน้ำมัน สะสมมากขึ้น ต้องตักออกไปกำจัด เช่น ใส่ถุงพลาสติก ทิ้งฝากรถขยะ หรือนำไป ตากแห้งหรือหมักทำปุ๋ย บ่อดักไขมัน จะสามารถ กำจัดไขมัน ได้มากกว่าร้อยละ 60 บ่อดักไขมันมีทั้งแบบสำเร็จรูป ที่สามารถซื้อและติดตั้งได้ง่าย หรือสามารถสร้างเองได้ โดยใช้ วงขอบซีเมนต์หรือ ถังซีเมนต์หินขัด ซึ่งประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า แบบสำเร็จรูป และสามารถปรับ ให้เหมาะสมกับ พื้นที่และปริมาณน้ำที่ใช้

การสร้างบ่อดักไขมัน

การออกแบบบ่อดักไขมัน สำหรับประเทศไทย ซึ่งมีอุณหภูมิสูง การจับตัว ของไขมัน ช้า ดังนั้นระยะเวลากักพัก (Detention Time) ของบ่อดักไขมัน จึงไม่ควรน้อยกว่า 6 ชั่วโมง เพื่อให้น้ำมันและไขมัน มีโอกาสแยกตัว และลอยขึ้น มาสะสมกันอยู่บนผิวน้ำ และตักออกไปกำจัด เมื่อปริมาณไขมัน และน้ำมันสะสมมากขึ้น

เนื่องจากบ่อที่ใช้สำหรับบ้านเรือน จะมีขนาดเล็ก ทำให้ไม่คุ้มกับ การก่อสร้าง แบบเท คอนกรีตเสริมเหล็ก ดังนั้นอาจ ก่อสร้างโดยใช้วงขอบซีเมนต์ ที่มีจำหน่าย ทั่วไป นำมาวางซ้อนกัน เพื่อให้ได้ปริมาตรเก็บกัก ตามที่ได้คำนวณไว้ โดยทางน้ำเข้าและ ทางน้ำออกขอ งบ่อดักไขมัน อาจจะใช้ท่อรูปตัวที (T) หรือ แผ่นกั้น (Baffle) สำหรับในกรณี ที่น้ำเสียมีปริมาณมากอาจก่อสร้างจำนวนสองบ่อ หรือมากกว่าตาม ความเหมาะสม แล้วแบ่งน้ำเสีย ไหลเข้าแต่ละบ่อ ในอัตราเท่า ๆ กัน

ส้วมสำเร็จรูป
วิธีการก็คือ ใช้การอัดออกซิเจนเข้าไป เลี้ยงแบคทีเรียเพื่อทำปฏิกริยาทางชีวเคมี ให้น้ำเสียกลายเป็นน้ำดี วิธีนี้จะทำให้ไม่ เกิด กลิ่นเหม็น ส่วนกากตะกอนก็จะทำปฏิกริยา ย่อยสลายตัวเอง ไปเรื่อยๆ ด้วยวิธีนี้ จึงไม่ต้องสูบส้วม บ่อยๆเหมือนกับ ระบบบ่อเกรอะ บ่อซึม เพราะสามารถทำลายตะกอนด้วยตนเอง เพียงแต่ใช้ เครื่องอัดอากาศ เข้าไปช่วยให้เกิดปฏิกริยาเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การเลือกใช้วัสดุสำคัญทำให้บ้านแข็งแรง


บทความโดย kamon